ข่าวบอล พรีเมียร์ลีก

ข่าวบอล พรีเมียร์ลีก : ไปเพื่อเป็นแชมป์โลก

ลิเวอร์พูลไม่เคยต้องชอกช้ำกับรายการไหนเท่าศึกสโมสรชิงแชมป์โลก

ในยุคหลังจากสังคายนากันใหม่แล้วเรารู้จักมันในชื่อ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ (FIFA Club World Cup) เริ่มเตะกันมาตั้งแต่ปี 2000 ในรูปแบบกึ่งทัวร์นาเม้นต์ด้วยคอนเซ็ปต์ชัดเจน แชมป์สโมสรโลกต้องเป็นแชมป์วัดแชมป์จากทั่วโลกจริงๆ ไม่ใช่เอาแค่แชมป์ทวีปใหญ่ 2 ทวีปมาเตะกันนัดเดียวเหมือนเมื่อก่อน

ในแง่นี้ถือว่าตัวรายการนั้นเปี่ยมด้วยศักดิ์ศรีเนื่องจากมีแชมป์สโมสรของแต่ละทวีปมาร่วมเผดียงแข้งกันครบ เพียงแต่ด้วยเงื่อนไขเรื่องคุณภาพและโปรแกรมที่อัดแน่นทำให้ต้องมีการออกแบบการแข่งขันให้เหมาะสมโดยมอบสิทธิ์พิเศษให้ตัวแทนจากยุโรปและอเมริกาใต้ที่เป็นคู่แข่งกันมาตั้งแต่ครั้งที่ยังเป็น “อินเตอร์คอนติเนนทัล คัพ” และ “โตโยต้า คัพ” ได้ลงเล่นในรอบตัดเชือกเลย เตะแค่ 2 นัดพอไม่ต้องมากเหมือนโซนอื่น

ว่ากันถึงความยุติธรรมแบบเป๊ะๆ มันก็ไม่ยุติธรรมหรอกครับ แต่ความจำเป็นทำให้มันต้องเป็นอย่างนั้นซึ่งทุกอย่างก็ดำเนินผ่านมาได้ด้วยดี แชมป์ทวีปจากทวีปอื่นๆ ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก ได้มาเตะในรายการใหญ่แบบนี้ก็ถือเป็นกำไร ไม่ได้มองมันเป็นกึ่งภาระหรือความรู้สึกที่ชวนอิดออด

ทวีปอื่นเขาก็ใส่กันเต็มที่ โชว์กันเต็มที่ เล่นกันลืมตาย เพื่อโอกาสในการเข้าชิงหรือประกาศความสามารถให้ทุกคนได้เห็น เพราะบางทีมนั้นแทบจะเรียกได้ว่าอยู่ในเงามืดไม่มีใครรู้จักด้วยซ้ำทั้งๆ ที่ได้ชื่อว่าเป็นแชมป์ทวีป

มุมมองที่มีต่อรายการนี้จึงแตกต่าง ทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปทั้งหลายที่เป็นมหาอำนาจตามปกติอยู่แล้วอาจจะมองเวทีนี้เป็นความวุ่นวายที่ใช่เหตุ ถ้าเตะนัดเดียวจบเหมือนครั้งอินเตอร์คอนติเนนทัล คัพก็ดี

    หากความรู้สึกนั้นคงมาใช้วัดกับลิเวอร์พูลไม่ได้ เพราะลิเวอร์พูลไม่เคยต้องชอกช้ำกับรายการไหนเท่ารายการนี้ ไม่ว่าจะในชื่ออินเตอร์คอนติเนนทัล คัพ โตโยต้า คัพ หรือฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ

จะชื่อไหนหงส์แดงถูกสอยปีกหักร่วงหมดท่าทั้งสิ้น

ปี 1977 กับ 1978 ลิเวอร์พูลเป็นแชมป์ยุโรปแต่ปฏิเสธไม่ยอมลงเตะรายการนี้ซึ่งเวลานั้นยังใช้ระบบแข่งขันแบบเหย้าเยือนและหลายครั้งที่เกมนัดหวดกันรุนแรง โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค รองแชมป์ยุโรปปี 1977 จึงรับสิทธิ์ไปเล่นแทนก่อนจะแพ้ โบคา จูเนียร์ส แชมป์อเมริกาใต้ ส่วนปี 1978 โบคา จูเนียร์ส ปฏิเสธไม่ยอมแข่งกับ คลับ บรูช ที่สวมสิทธิ์เป็นตัวแทนเหมือนกลัดบัค ทำให้ไม่มีการแข่งขันขึ้น

กระทั่งปี 1981 ที่ตัวทัวร์นาเม้นต์ย้ายมาจัดกันที่ญี่ปุ่นในแบบเกมเดียวจบตั้งแต่หนึ่งปีก่อนหน้านั้นนั่นแหละ ลิเวอร์พูลแชมป์ยุโรป 3 สมัยจึงเดินทางไกลไปพิสูจน์ความเป็นหนึ่งของโลกกับยอดทีมแห่งละติน

ผลในวันนั้น.. ลิเวอร์พูลแพ้ฟลาเมงโก้ยับเยิน 0-3

ลิเวอร์พูลที่เป็นยอดทีมแห่งยุโรป ถล่มโอพีเอสของฟินแลนด์สองนัด 11-2 ต้อนอเบอร์ดีน แชมป์สกอตแลนด์ที่มี อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คุมทัพ สองนัด 5-0 ยำใหญ่ ซีเอสเคเอ โซเฟีย จากบัลแกเรียสองนัด 6-1 ผ่านบาเยิร์น มิวนิค แชมป์ 3 สมัยในรอบตัดเชือก แล้วโค่น เรอัล มาดริด แชมป์ 6 สมัยในนัดชิงชนะเลิศนั่นแหละ

ลิเวอร์พูลที่อุดมไปด้วยขุนพลเขย่าโลกา เคนนี่ ดัลกลิช อลัน แฮนเซ่น ฟิล นีล เทอร์รี่ แม็คเดอม็อตต์ แกรม ซูเนสส์ อลัน เคนเนดี้ เรย์ เคนเนดี้ เรย์ คลีเมนซ์ นั่นแหละ

ในโลกแห่งความเป็นจริงที่โตเกียว เกมจบตั้งแต่ 45 นาทีแรก หงส์แดงอันเกรียงไกรของ บ๊อบ เพสลี่ย์ ที่ไม่เกรงกลัวใครเลยในยุโรปกลายเป็นเด็กน้อยถูกมนต์แซมบ้าเล่นงานจนสิ้นสภาพ เตะถึงนาทีที่ 41 ก็โดนนำห่าง 3 ประตูแล้ว

ลิเวอร์พูลเอาความยิ่งใหญ่ไปทิ้งแทบเท้า ซิโก้ เจ้าของเสื้อสีดำ-แดงหมายเลข 10 ฉายาเปเล่ขาวคนนั้น

    แทบจะพูดได้ว่ามันคือโลกกว้างที่สั่งสอนลิเวอร์พูลด้วยบทเรียนแรก เราไม่ได้เก่งที่สุด โลกใบนี้ยังมีคนที่เก่งกว่าเราอีก

สามปีให้หลังลิเวอร์พูลบินไปเตะชิงเดิมพันเบอร์หนึ่งของโลกอีกครั้งในฐานะแชมป์ยุโรปสมัยที่ 4

ผล..? โดน โฮเซ่ เปร์กูดานี่ กองหน้าวัย 19 ของอินดิเปนเดียนเต้แห่งอาร์เจนติน่าซัดประตูโทนอกหักกลับเมอร์ซี่ย์ไซด์อีกครั้ง

เตะ 2 ครั้ง โดนไป 4 ลูก เกมกับอินดิเปนเดียนเต้ก็ยังทำประตูไม่ได้อีกทั้งที่มียอดดาวยิงอย่าง เอียน รัช มาจับคู่กับดัลกลิช

จากที่เคยคิดว่าง่าย มีสิทธิ์ไปเล่นก็ไม่ยอมเล่น 2 ครั้ง พอตกลงใจไปเล่นใน 2 สมัยต่อมาถึงได้รู้ว่าการคว้าแชมป์รายการนี้มันยากกว่าที่คิด

ไม่เพียงลิเวอร์พูลที่โดนความร้ายกาจของแชมป์อเมริกาใต้เล่นงาน ช่วงปลายเซเว่นตี้ส์ถึงกลางเอจตี้ส์ตัวแทนจากละตินเอาแชมป์ไปกินแทบเรียบวุธ โอลิมเปียชนะมัลโม นาซิอองนาลชนะฟอเรสต์ เปนญารอลชนะแอสตัน วิลล่า เกรมิโอชนะฮัมบูร์ก ริเวอร์เพลทชนะสเตอัว บูคาเรสต์

ความจริงจังของยุโรปดูจะมีน้อยกว่าเพราะบางปีก็เล่นส่งรองแชมป์ไปเตะ แต่พูดก็พูดเถอะ ในวันเวลาที่ตลาดนักฟุตบอลไม่ได้เทมากองรวมอยู่ที่ยุโรปอย่างทุกวันนี้ต่อให้แชมป์ยุโรปขนขุนพลไปเต็มพิกัดก็ใช่ว่าจะได้แชมป์แน่ๆ เพราะทางละตินเขาก็สุดยอดพร้อมเป็นเบอร์หนึ่งของโลกเหมือนกัน

เปรียบเทียบให้เห็นภาพก็เหมือนกับฟุตบอลยุคนี้มี ลิโอเนล เมสซี่ เล่นอยู่กับโบคา จูเนียร์สล เนย์มาร์ เล่นอยู่กับซานโตสล เซร์คิโอ อเกวโร่ เล่นอยู่กับริเวอร์เพลทล หลุยส์ ซัวเรซ เล่นอยู่กับฟลาเมงโก้ล เฟลิเป้ คูตินโญ่ เล่นอยู่กับนาซิอองนาลล อลีสซง เบ็คเกอร์ เฝ้าเสาให้วาสโก ดา กาม่า

ฟุตบอลหมุนไปตามยุคสมัย เมื่อถึงวันที่ยุโรปกลายเป็นแหล่งขุดเงินและเป้าหมายของนักฟุตบอลฝีเท้าดีในอเมริกาใต้เดินทางข้ามทะเลไปเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น ดุลอำนาจที่เคยถ่วงกันลงตัวก็ผิดเพี้ยนกลายเป็นยุโรปเก็บกินเป็นส่วนใหญ่โดยเฉพาะตั้งแต่เข้าช่วงกลางยุคไนน์ตี้ส์เป็นต้นมา

กระนั้นลิเวอร์พูลก็ยังไม่ได้แชมป์กับเขาเหมือนเดิม ไม่ว่าจะยุคยุโรปรุ่งริ่งหรือรุ่งเรืองหงส์แดงก็ยังต้องรอต่อไป

ปี 2005 ลิเวอร์พูลเป็นแชมป์ยุโรปที่อิสตันบูล แต่เอาเกียรติยศเจ้ายุโรปไปฝังที่โยโกฮาม่าด้วยความปราชัยต่อเซา เปาโลแบบเกมศูนย์อีกหน

กลายเป็นชิง 3 ครั้ง อกหักหมดทั้ง 3 ครั้งและทำประตูในนัดชิงไม่ได้เลย กวาดตาดูรายการไหนรายการนั้นไม่เคยมีรายการที่ทำให้ลิเวอร์พูลช้ำแบบซ้ำๆ เหมือนศึกสโมสรชิงแชมป์โลกอีกแล้ว

สถิติแชมป์เท่ากับศูนย์เปอร์เซนต์

    ในปีนี้ลิเวอร์พูลได้สิทธิ์ไปเตะสโมสรชิงแชมป์โลกอีกครั้ง เป็นสิทธิ์ครั้งที่ 6 แต่จะเป็นการไปล่าแชมป์เป็นหนที่ 4 หลังจากที่สามครั้งแรกจบลงด้วยความหดหู่

บนเส้นทางพรีเมียร์ลีกทีมหงส์แดงทำคะแนนนำในระดับที่น่าพอใจ เตะ 17 ชนะ 16 เสมอ 1 ทิ้งอันดับสอง 10 แต้ม

นับเป็นการปูทางที่ดีสู่การเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ไม่เคยทำสำเร็จ ภารกิจประกาศตัวเป็นหมายเลขหนึ่งของโลก เป็นแชมป์เหนือแชมป์

น่าบังเอิญอย่างยิ่งนะครับว่าแชมป์โกปา ลิเบร์ตาดอเรส ฤดูกาลนี้ก็คือฟลาเมงโก้..

ทีมรูโบร-เนโกร (แดง-ดำ) เป็นแชมป์ละตินสมัยที่สอง ห่างจากสมัยแรก 38 ปี ซึ่งคราวนั้นพวกเขาก้าวต่อไปเป็นแชมป์อินเตอร์คอนติเนนทัลคัพด้วยชัยชนะขาดลอยเหนือหงส์แดงที่กรุงโตเกียว

ฟลาเมงโก้ลงเล่น 1 ครั้ง แชมป์ 100 เปอร์เซนต์

ลิเวอร์พูลลงเล่น 3 ครั้ง อกหัก 100 เปอร์เซนต์

ในยุคที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ พาลิเวอร์พูลครอบครองความเป็นเบอร์หนึ่งของทวีปยุโรปอีกครั้ง เขาอาจจะเป็นผู้จัดการทีมคนแรกของสโมสรก็ได้ที่ทำมันได้สำเร็จ

แชมป์สโมสรโลก.. แชมป์ที่แม้แต่ บ๊อบ เพสลี่ย์ โจ เฟแกน และ ราฟาเอล เบนิเตซ ก็ยังพาลิเวอร์พูลไปไม่ถึง

ธันวาคม เดือนแห่งฟุตบอลสโมสรชิงแชมป์โลก ใครจะว่าอย่างไรไม่รู้แต่ถ้วยนี้ต้องเอา ไม่มีทางมองข้ามเด็ดขาด..

อ่านข่าวอื่นๆที่ >>> https://www.batesrvtravelblog.com/

หน้าแรก >>> โปรโมชั่นแทงบอลฟรี